
กว่าขวบปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าชมนิทรรศการหลายครั้ง หลายแห่ง แต่นิทรรศการที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างสูงที่อยู่ในใจของผมปีนี้น่า จะเป็นนิทรรศการก่อนจะหมดปีชิ้นนี้ ภายใต้ชื่อ “อจีรีง” นิทรรศการแรกที่จะตาย…ต่อหน้าคุณ ภายใต้ Perishable Beauty ที่จัดขึ้นโดย TCDC ชั้น 6 เอ็มโพเรี่ยม นอกจากแรงบันดาลใจที่ผู้ชมจะได้รับแล้ว ท่านจะได้เรียนรู้ถึงพลังของ Exhibition Design ที่สามารถถ่ายทอดเป้าหมายของงานสู่ความรู้สึกที่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้
Exhibition Design หรืองานออกแบบนิทรรศการนั้น เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ถูกนำมาใช้ในการถ่ายทอดเชิง สามมิติ ผ่านอุปกรณ์ที่นำมาตกแต่ง การจัดไฟ บรรยากาศ เสียง รวมไปถึงกลิ่น เพื่อให้สัมผัสทั้งห้าของผู้ชมทำงานได้ครบทั้ง 360 องศา อันเป็นการสร้างประสบการณ์ระหว่างการเข้าชมได้อย่างดีเยี่ยม Interactive System หรือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าชมกับตัวงานจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่สามารถทำให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหามากขึ้น
นิทรรศการ “อจีรัง” ที่ว่านี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงตัวเลขที่พุ่งสูงกว่า 11 ล้านล้านบาทต่อปี อันเป็นตัวเลขที่มนุษย์ได้ใช้เงินในการต่อสู้ไปกับการหยุดยั้งความโรยรา บำเรอประทินผิวไปกับความงาม เพื่อให้หลุดพ้นจากคำว่า “อจีรัง” ตั้งแต่ครีมบำรุงผิว การฉีดโบท๊อกซ์ ศัลยกรรมตกแต่ง ฟิตเนส สปา การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ไปจนถึงการโคลนนิ่ง ตัวเลขสูงหลักสิบล้านล้านบาทเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจากธุรกิจที่รายล้อมเพื่อ ฉุดรั้งความสวยงามทั้งของมนุษย์ และของธรรมชาติให้คงทนยืนยาวมากที่สุด เกิดเป็นธุรกิจที่หลากหลายรายล้อมอยู่กับคำว่า “อจีรัง” คำนี้
นิทรรศการได้ถูกแบ่งออกเป็น 8 ส่วน เริ่มตั้งแต่ส่วนแรก “อนิจัง (Anicca)” อันแสดงให้เห็นถึงสัจธรรมของความเสื่อมสลาย และการดับสูญที่ว่า จักรวาลอันยิ่งใหญ่ยังสามารถแตกดับได้ ร่างกายของมนุษย์ที่มีอายุขัยเพียงพริบตาก็คงสภาพไม่แตกต่างกัน, ส่วนที่สอง “ความตาย (Death)” โดยต้องการให้ผู้เข้าชมรู้สึกหวาดกลัวต่อความตาย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงการสร้างความสุขให้มากที่สุด ในขณะที่ตนเองยังมีชีวิตอยู่ เช่นการเลือกรับประทานอาหารดีดีเพื่อสร้างสุนทรียรสในชีวิตให้มากที่สุด, ส่วนที่สาม “ความกลัว (Fear)” แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยล้วนดิ้นรนให้พ้นจากความ เสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา เช่น การทำมัมมี่ การทำโคลนนิ่ง หรือแม้กระทั่งธุรกิจที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างเช่น การทำอัญมณีจากอัฐิ เป็นต้น
ส่วนที่สี่ “ความงาม (Beauty)” แสดงให้เห็นถึงความพอใจที่มนุษย์ต้องการเห็นตนเองดูดีอยู่เสมอ จึงเป็นช่องทางให้เกิดธุรกิจทางด้านความงามมากมายที่เติบโตขึ้นเป็นดอกเห็ด อาทิ เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว การทำศัลยกรรม ฯลฯ
ส่วนที่ห้า “ฤดูกาล (Season)” อันเป็นการฉกฉวยโอกาสของฤดูกาลทางธรรมชาติที่มีช่วงระยะเวลาจำกัดมาสร้าง ธุรกิจ เช่นฤดูท่องเที่ยวชมดอกซากุระของประเทศญี่ปุ่นที่สามารถหยิบยกช่วงเวลาแห่ง ธรรมชาติมาสร้างรายได้อย่างงดงาม
ส่วนที่หก “สิ่งแวดล้อม (Environment)” อันแสดงถึงการจัดการที่ดีในการจัดระเบียบของสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างมี ระบบ เกิดการท่องเที่ยงเชิงอนุรักษ์ เช่น ความสำเร็จของอัมพวา กับการดื่มด่ำบรรยากาศแบบบ้านๆ หรือเมืองเก่าอย่างเวนิสในประเทศอิตาลี
ส่วนที่เจ็ด “กระบวนจัดการความเสื่อม (Freshness Management)” แสดงถึงการยืดอายุกับการเสื่อมสลายทางธรรมชาติ เช่นการรักษาความสดของดอกไม้ อันเป็นช่องทางการทำธุรกิจที่น่าสนใจ
และท้ายที่สุดกับส่วนที่แปด “มะนาวหยดสุดท้าย (Last Drop)” ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้จัดได้ทิ้งคำถาม เพื่อให้เราได้ฉุกคิดถึงธุรกิจที่รายล้อม “อจีรัง” คำนี้ อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ขับเคลื่อนธุรกิจ ส่วนนี้เองที่จะสรุปแนวความคิดเพื่อให้ผู้ชมได้นำความรู้ และสัจธรรมจากความอจีรังมาแตกหน่อให้เกิดเป็นโอกาสทางธุรกิจ
เข้าชมฟรีตลอดงานของนิทรรศการชิ้นนี้ ที่การันตีถึงแรงบันดาลใจที่คุณจะได้รับ แม้เนื้อหาอาจจะไม่ตรงกับธุรกิจที่คุณทำอยู่ แต่อย่างน้อย “อจีรัง” ในวันนี้ก็แสดงให้เห็นถึงงานออกแบบ Exhibition Design ที่สามารถสะกดสัมผัสทั้งห้า + สัมผัสที่หก ที่คุณอาจจะสัมผัสถึงพลังอันลี้ลับตั้งแต่ก้าวแรกที่ประตูของงานได้เปิด ต้อนรับคุณ งานมีถึงกุมภาศกหน้านะครับ